หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวกันมา 38 นัดกับ ลิเวอร์พูล แต่ท้ายที่สุดแล้วแฟนหงส์เราก็แฮปปี้ด้วยการคว้าตั๋วใบสุดท้ายในการไป ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก มาได้ และนี่คือ 6 เรื่องราวกับลิเวอร์พูล ที่สรุปมาให้อ่านกันโดยโตริโน่มีดังนี้

1.บรรลุเป้าหมายและเกินคาด

เดอะค็อปคนไหนที่ไม่พอใจกับผลตารางคะแนนที่จบอันดับท็อปโฟร์ พร้อมทั้งยังได้โควต้าไปเล่นเพลย์ออฟยูฟ่า ควรที่จะมองย้อนกลับไปในครั้งแรกเริ่มฤดูกาลว่าเป้าหมายของเราตั้งไว้สูงหรืออย่างไร

เมื่อพรีเมียร์ลีกได้รวมสุดยอดกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, โชเซ่ มูรินโญ่ และอันโตนิโอ คอนเต้ รวมไปถึงอาร์แซน เวนเกอร์ และเมาริซิโอ โปเซ็ตติโน่ ทำให้ฤดูกาล 2016/17 เป็นปีที่การลุ้นจบหัวตารางนั้นเป็นไปได้ยากมาก

ลิเวอร์พูล แทบจะเป็นรองทุกทีมที่กล่าวมาเมื่อวัดจากขุมกำลังนักเตะที่มี แต่การมาของ เจอร์เกล้น คล็อปป์ ได้ช่วยพาทีมงัดฟอร์มเก่ง แพ้เพียงแค่นัดเดียวใน 13 เกมแรกจนขึ้นไปป้วนเปี้ยนจ่าฝูงเพียงสั้นๆอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เมื่อขึ้นปีใหม่ฟอร์มก็ถดถอยลงมาอยู่แถวอันดับ 3-5

แต่โดยรวมแล้วถือว่า เจอร์เกล้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอร์มันก็ได้พิสูจน์ตัวเองพาทีมจบอันดับ 4 ได้จากขุมกำลังที่มี และอันดับเหนือเวนเกอร์ กับ มูรินโญ่ ได้ถือว่าไม่ธรรมดา

2.ปัญหาอาการบาดเจ็บ

ว่ากันว่าคุณสมบัติของทีมที่จะเป็นแชมป์นั้น คือการไม่มีอาการบาดเจ็บเข้ามารบกวน ดูตัวอย่างได้จากฤดูกาลก่อน เลสเตอร์ ซิตี้ กับฤดูกาลนี้ เชลซี่ ทั้งสองทีมแทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บของนักเตะเข้ามารบกวน

แต่แตกต่างจาก ลิเวอร์พูล ที่ไม่ค่อยจะมีโชคในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ และอาการบาดเจ็บนี้มักจะเกิดขึ้นกับนักเตะคนสำคัญอยู่เรื่อง ไล่ไปจาก โจแอล มาติป, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, อดัม ลัลลาน่า, แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไปจนถึงซาดิโอ มาเน่

บางนัดนักเตะที่ถูกพูดถึงไปทั้งหมด ไม่สามารถลงเล่นได้เลยแม้แต่คนเดียว และด้วยขุมกำลังสำของ ลิเวอร์พูล ที่มีอยู่ข้างสนามแทบจะเป็นตัวตายตัวแทนกันได้ยากมาก

และในซัมเมอร์นี้การเสริมทัพล่าลายเซ็นนักเตะ ให้เข้ามาค้าแข้งในแอนฟิลด์ คือทางออกที่คาดว่าดีที่สุดในการทดแทนตัวหลัก

3.พึ่งพามาเน่

หงส์แดงทุ่มเงินกว่า 30 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัว ซาดิโอ มาเน่ ในช่วงซัมเมอร์มาเพื่อมาเป็นหัวใจสำคัญในทีมของคล็อปป์

มาเน่แทบจะไม่ต้องปรับตัวใดๆเลยหลังจากเข้าร่วมทีม โดยทำไป 9 ประตู ก่อนที่จะถูกเรียกตัวไปรับใช้ทีมชาติในศึก เนชั่นส์ คัพ เป็นเกือบแรมเดือนเต็ม

และในเวลาเดียวกันนั้น ลิเวอร์พูล ไม่ชนะในลีคและตกรอบบอลถ้วยทั้ง 2 ใบ ภายหลังมาเน่กลับมา ก็เร่งฝีเท้าซัดไปอีก 4 ลูก ก่อนที่จะปิดเทอมยาวจากศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้ พร้อมกันกับฟอร์มของทีมก็ได้หายไปเช่นกัน

4.โรบินฮู้ดแห่งแอนฟิลด์ ปล้นแต้มทีมใหญ่ ไปแจกแต้มทีมเล็ก

ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ทั้ง 6 นัดในลีคให้กับครึ่งตารางล่างทั้งสิ้น โดยมี เบิร์นลีย์(16), บอร์นมัธ(9), สวอนซี(15), ฮัลล์(18), เลสเตอร์(12), คริสตัล พาเลซ(14)

ภายในวงเล็บนั้นคืออันดับเมื่อจบฤดูกาล โดยบอร์มัธมาเร่งช่วง 5 นัดสุดท้ายจบเนือครึ่งตารางบนได้

ลิเวอร์พูล ไม่สามารถทำประตูใส่ทีม เซาธ์แธมตัน ได้เลยทั้ง 4 นัดที่เจอกันทั้งในลีคและบอลถ้วย แถมยังเสมอกับเวสต์แฮม, ซันเดอร์แลนด์ และบอร์นมัธ ทิ้งแต้มไปกระจุยกระจาย

แต่ในขณะเดียวกันนั้น หากนับผลงานเจอทีม 7 อันดับแรก ลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครเลย โดยชนะ 7 เสมอ 5 แพ้ 0 เรียกได้ว่าเล็กๆหงส์ไม่ ใหญ่ๆหงส์เอา

และนี่คือปัญหาของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ต้องเก็บไปเป็นการบ้าน และต้องทำมาส่งด้วยในฤดูกาลหน้า

5.หมากเตะไม่ยืดหยุ่น

คล็อปป์ใช้แผน 4-3-3 มาตลอดจวนจะจบฤดูกาล แต่ในสองเกมส์สุดท้ายได้หันมาใช้ 4-4-2 ไดม่อนด์ หน้าคู่ทำให้ทีมบุกถล่มเวสต์แฮมไป 4-0 และอัดโบโร่ 3-0

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า คล็อปป์อาจจะหันมาใช้ 4-4-2 เพราะจุดบอดของระบบนี้ก็มีเยอะไม่ใช่น้อย แต่ความสามารถในการหมุนสับเปลี่ยนของนักเตะไม่เพียงพอ แต่ยังรวมถึงระบบจะช่วยให้ทีมมีความหลากหลายเพื่อเอาชนะคู่แข่ง

6.เกมรับยังจัดว่าอ่อน

ลิเวอร์พูลเสียประตูไปทั้งหมด 42 ประตู แต่ก็ถือว่าเป็นปีที่ดีที่สุดปีนึง นับตั้งแต่ เคนนี่ ดัลกลิช เข้ามาคุมเสียไป 40 ประตูในฤดูกาล 2011/12 จากนั้นก็เสีย 43, 50 ,48 และ 50 ตลอดสี่ปีหลัง

ซิมง มิญโญ่เล่ต์ จัดการเก็บคลีนชีตไปได้ทั้ง 4 นัดในเดือนพฤษภาคม ได้พัฒนาฝีมือขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากโดนดร็อปไปช่วงต้นฤดูกาล และสามารถเก็บคลีนชีทได้ 9 ครั้งจาก 28 เกม

แต่เมื่อหากนำไปเทียบคลีนชีทกับทีมใหญ่ด้วยกันนั้น กูร์ตัว 16, โยริส 15, เด เคอา 14, และเช็ก 12 ถือได้ว่า มินนี่ยังห่างไกล

อย่างไรก็ตามปัญหาเกมรับก็ไม่ได้อยู่เพียงแค่ผู้รักษาประตูเท่านั้น กองหลังก็ต้องปรับปรุง ยิ่งลูกตั้งแตะที่ค่อนข้างจะเสียประตูบ่อย และแบ็คซ้ายก็ต้องหาใหม่ มีเพียง นาธาเนียล ไคลน์ เท่านั่นที่ถือได้ว่าฟอร์มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ขอบคุณข้อมูลจาก : มาริโน่ Siamsport

ใส่ความเห็น